All Posts

สวนน้ำสร้างโอกาสธุรกิจ

ถ้าพูดถึงธุรกิจท่องเที่ยวแล้วล่ะก็ คงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่นึกถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่เรียกว่าสวนน้ำ ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในดวงใจของใครหลายคน เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวทุกเพศทุกวัย เรามาทำความรู้จักกันดีกว่าครับ ว่าสวนน้ํามีกี่ประเภท แล้วเราสามารถสร้างโอกาส สร้างผลกำไรจากสวนน้ำได้อย่างไรบ้าง

สร้างสวนน้ำ

สวัสดีครับ วันนี้เราจะมาพูดต่อจากครั้งที่แล้ว จากครั้งที่แล้วเราได้แนะนำว่าสวนน้ำมีองค์ประกอบของอะไรบ้าง ครั้งนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องกลไกการทำธุรกิจของสวนน้ำ คนทั่วไปเวลาที่คิดถึงสวนน้ำ ก็มักจะคิดถึงสวนน้ำขนาดใหญ่ มีสไลเดอร์เป็น 10 ตัว มีเครื่องเล่นเยอะแยะ มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากมาย แต่มันไม่ใช่อย่างนั้นครับ อันนั้นเป็นสวนน้ำประเภทนึง แต่จริงๆ แล้วในโครงสร้างของธุรกิจสวนน้ำ ในแผนธุรกิจโดยทั่วๆ ไป จะแบ่งได้เป็นประมาณ 3 ประเภทด้วยกัน จะขออธิบายง่ายๆ เพื่อให้เห็นภาพเปรียบเทียบกับสวนน้ำที่อยู่ในเมืองไทย

สร้างสวนน้ำ
เครดิตภาพ shorturl.at/dfpU5

อธิบายสั้นๆ ให้เห็นภาพรวมก่อนนะครับ สวนน้ำประเภทที่ 1 ของธุรกิจสวนน้ำ คือพวกสวนน้ำ Stand Alone คือสวนน้ำที่ทำธุรกิจประเภทสวนน้ำเป็นรายได้หลักและเป็นรายได้ทางเดียว เช่น สวนน้ำที่ต้องเก็บค่าตั๋วเข้าเยอะๆ แล้วก็ต้องการนักท่องเที่ยวเยอะๆ  เช่น สวนน้ำคลาสสิคที่สุดของประเทศไทย ก็คือสวนสยาม ก็เป็นสวนน้ำประเภทนี้คือต้องเก็บค่าตั๋ว ต้องการนักท่องเที่ยวมาเยอะๆ

สวนน้ำประเภทที่ 2 ก็คือสวนน้ำประเภทที่อยู่ในโรงแรม ซึ่งช่วงนี้เราก็จะเริ่มเห็นสวนน้ำแบบนี้มากขึ้นแล้ว สวนน้ำประเภทที่ 3 จะเป็นสวนน้ำที่อยู่บนหลังคาห้างเหมือนพวกเดอะมอลล์นะครับ เดี๋ยวเราจะมาลงรายละเอียดในแต่ละอันกัน

สวนน้ำประเภทที่ 1  สวนน้ำขนาดใหญ่แบบ Stand Alone คือสวนน้ำที่มีรายได้หลักมาจากการเก็บค่าตั๋ว ต้องมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวจำนวนเยอะ สวนน้ำประเภทนี้โดยทั่วไปในเมืองไทยจะคุ้นเคยกับสวนน้ำประเภทนี้มาก เช่น สวนสยาม, Vana Nava, Black Mountain ที่เชียงใหม่ อะไรประมาณนี้นะครับ แต่สวนน้ำประเภทนี้ก็แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มด้วยกัน ก็คือ

  • สวนน้ำที่อยู่ในเมืองท่องเที่ยวใหญ่ๆ เช่น สวนน้ำที่อยู่ในภูเก็ต สวนน้ำที่พัทยา สวนน้ำที่หัวหิน สวนน้ำพวกนี้เรียกว่าเอาไว้รองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากเป็นหลักนะครับ สวนน้ำประเภทนี้ก็จำเป็นที่จะต้องมีความน่าสนใจ มีความดึงดูด จะต้องมีเครื่องเล่นที่น่าสนใจมากเพราะว่าพอไปอยู่ในเมืองท่องเที่ยวการแข่งขันก็ต้องเยอะเป็นธรรมดาใช่ไหมครับ จึงไม่แปลกที่สวนน้ำประเภทนี้จะต้องลงทุนเยอะ

สวนน้ำ

เราก็ต้องหวังให้มีนักท่องเที่ยวมาท่องเที่ยวในสวนน้ำของเราเป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นสวนน้ำแบบนี้ก็จะมี Business Model แบบนึง แบบที่จะต้องได้ค่าตั๋วราคาค่อนข้างสูงหน่อย จำนวนนักท่องเที่ยวต่อปีเยอะหน่อย เมืองที่จะตั้งได้ก็จะต้องเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวเยอะๆ เช่น พัทยา ภูเก็ต ประมาณนี้ เดี๋ยวคราวหน้าเราจะมาอธิบายเกี่ยวกับสวนน้ำแบบนี้อย่างละเอียดเลยนะครับ

  • อีกแบบนึงก็เป็นสวนน้ำแบบ Stand Alone เหมือนกันแต่เป็นประเภทที่แยกย่อยออกไป ก็คือสวนน้ำที่ไปอยู่ในเมืองท่องเที่ยวขนาดเล็กหรือเป็นเมือง Resident ที่มีประชากรเยอะๆ หน่อย เช่น สวนน้ำในจังหวัดขอนแก่น สวนน้ำในจังหวัดอุดรธานี สวนน้ำในจังหวัดอยุธยา ประมาณนี้นะครับ สวนน้ำพวกนี้ ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติหรอกครับ แต่จะเป็นนักท่องเที่ยว ที่เป็นประชากรที่อาศัยอยู่รอบๆ นั้น สวนน้ำประเภทนี้

จะไม่ได้เป็นสวนน้ำที่ต้องการนักท่องเที่ยวจำนวนมากนัก เมื่อไม่ได้ต้องการลูกค้าจำนวนมากนักและลูกค้าส่วนใหญ่ก็เป็นชาวไทยด้วยแล้ว ก็จะมีความแตกต่างกับสวนน้ำกลุ่มแรก อย่างเรื่องการออกแบบ การลงทุน การใช้ฟังก์ชั่นต่างๆ ก็จะต่างกันไป รายละเอียดพวกนี้เดี๋ยวเราจะแยกเป็นบทความย่อยๆ อีกทีเพื่อให้เป็นแนวทางแก่ผู้สนใจนะครับ

และนี่ก็คือสวนน้ำประเภทที่ 1 สวนน้ำแบบขายตั๋วนะครับ ซึ่งสวนน้ำแบบนี้จะอยู่รอดหรืออยู่ไม่รอดนั้นขึ้นอยู่กับ 2 Factor ด้วยกันนะครับ หนึ่งก็คือจำนวนลูกค้าที่เข้ามานั้นมากเพียงพอหรือไม่ จะเห็นว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเขาก็เข้ามาเที่ยวกันเรื่อยๆ ตลอดทั้งปีอย่างภูเก็ตหรือพัทยา แต่ถ้าเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย จะต่างกันก็คือคนไทยจะต้องทำงานเนอะ เพราะฉะนั้นก็จะสามารถมาท่องเที่ยวกันได้ในวันหยุดยาว วันหยุดนักขัตฤกษ์อะไรประมาณนี้ เพราะฉะนั้นจำนวนวันที่มาท่องเที่ยวก็จะน้อยกว่าชาวต่างชาติมาเที่ยวในเมืองท่องเที่ยว มันก็จะนำมาซึ่งการออกแบบที่ต่างกัน เงินลงทุนที่ต่างกัน เดี๋ยวเรามาอธิบายรายละเอียดกันอีกทีนะครับ

สวนน้ำ
Grande Centre Point Space Pattaya

สวนน้ำประเภทที่ 2 ก็คือสวนน้ำที่อยู่ในโรงแรม ช่วงนี้สวนน้ำประเภทนี้เริ่มมีเยอะขึ้น เรียกว่า Resort Waterpark สวนน้ำประเภทนี้โดยตัวของมันเองไม่ได้มีฟังก์ชันหลักในการหารายได้ แต่แน่นอนมันสามารถเปิดขายบัตรหารายได้ได้เช่นกัน แต่หน้าที่หลักของมันก็คือการทำให้โรงแรมของเราน่าสนใจมากกว่าเมื่อเทียบกับคู่แข่ง นึกง่ายๆ นะครับ เช่น โรงแรมในพัทยาด้วยกัน โรงแรมนึงมีแค่สระว่ายน้ำธรรมดา ราคา 2,000 บาท อีกโรงแรมมีสวนน้ำขนาดย่อมๆ ราคา 2,500 – 3,000 บาท คำถามคือ   ไหนๆ เราก็จะไปเที่ยวแล้ว ตอนเราไปเที่ยวเนี่ย ค่ารถ ค่าน้ำมัน ค่าเดินทางต่างๆ มันก็เกิน 1,000 กว่าบาทที่จะต้องเพิ่มขึ้นมาแล้ว เราจะยอมจ่ายเพิ่มในส่วนนี้ไหม เพื่อจะได้พักในโรงแรมที่มีสวนน้ำให้บริการลูกค้าที่มาพัก รูปแบบนี้งานของเรามีเยอะเลยครัับ เช่น The Splash, Grande Centre Point Space เดี๋ยวเราจะเล่าให้ฟังว่าวิธีการคิด การออกแบบงานพวกนี้เป็นยังไง ส่วนหน้าตาที่เหมาะสมแล้วก็เงินลงทุน ฟังก์ชันที่จะได้จากการตอบโจทย์ของการเลือกสวนน้ำแบบนี้จะเป็นอีกแบบนึง เดี๋ยวเราจะมาลงรายละเอียดให้อีกครั้งนึงนะครับ

สวนน้ำ
สวนน้ำ
สวนน้ำ
สวนน้ำ

สวนน้ำประเภทที่ 3 คือสวนน้ำที่อยู่บนหลังคาห้าง เช่น เดอะมอลล์ เซ็นทรัลบางนา อะไรประมาณนี้ ต่างจังหวัดก็พอมีนะครับ หรือสวนน้ำที่พ่วงอยู่กับกิจการอื่น สวนน้ำพวกนี้แน่นอนว่าโอกาสกำไรแทบไม่มีเลย เพราะอะไร? 1) เพราะค่าก่อสร้างสูง 2) เพราะขึ้นไปติดตั้งในที่ที่เดินทางยาก แต่ว่าเขาสร้างสวนน้ำแบบนี้ขึ้นมา เพื่อเอาไว้ใช้ในการดึงดูดคนให้ขึ้นไป ในพื้นที่ที่เราจะไปชั้นสูงๆ เช่น หลังคาห้าง สมัยก่อนหลังคาห้างมันไม่มีอะไรน่าสนใจ เขาก็เลยต้องมาทำสวนน้ำไว้ด้านบนเพื่อให้คนเดินขึ้นไปชั้นบนๆ แล้วก็จะเห็นว่าชั้นบนของห้างเป็นโรงหนัง อะไรประมาณนี้ครับ เพื่อสร้าง Circulation เพื่อให้ราคาในการเช่าพื้นที่ตรงนั้นสูงขึ้น อันนี้ก็จะเป็นสวนน้ำประเภทที่ 3 อันนี้ก็จะมีรายละเอียดที่เราจะเล่าให้ฟังอีกทีนึงเหมือนกันนะครับ

เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าจริงๆ แล้วสวนน้ำเนี่ยไม่ได้ต้องมีแต่สไลเดอร์ เครื่องเล่นหรืออะไรอย่างเดียวนะ แต่มันยังสามารถสอดแทรกไปในธุรกิจต่างๆ ได้เยอะแยะเลยนะครับ งั้นเดี๋ยวเราเล่าให้ฟังอีกทีในบทความหน้านะคร้าบบบ วันนี้สวัสดีครับ

Our website uses cookies to improve your experience and to analyse our website traffic. By clicking accept and continuing to use our website, you confirm that you have reviewed and agree to our Data Privacy Policy and you agree to our notice on the use of cookies.