All Posts

เศรษฐกิจโลกแบบนี้ ธุรกิจไทยยังไงต่อดี?

เมื่อพูดถึงเศรษฐกิจโลก เพื่อนๆ หลายคนอาจฟังแล้วรู้สึกว่าเป็นเรื่องยิ่งใหญ่และไกลตัว แต่ทุกคนทราบไหมครับ ว่าความจริงแล้วเศรษฐกิจของทุกประเทศในโลกนั้นมีความเกี่ยวข้อง เชื่อมโยงกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เราจึงจำเป็นที่จะต้องรู้เท่าทันสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ประกอบธุรกิจของตัวเอง เพราะในโลกที่เศรฐกิจเปิดกว้าง ประเทศต่างๆ ในโลกมีการติดต่อทำธุรกิจระหว่างกันและในโลกก็มีมหาอำนาจทางเศรฐษกิจอยู่หลายฝั่ง เมื่อมีการขยับนโยบายอะไรบางอย่างของมหาอำนาจ

เกิดขึ้น ก็จะส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นๆ ตามมาเป็นลูกโซ่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงผลกระทบที่ส่งมาถึงไทยด้วย การรู้ทันสถานการณ์จึงเป็นคำตอบของการอยู่รอดของธุรกิจ ให้เราได้รู้ว่าโลกกำลังไปในทิศทางไหนและเราควรรับมืออย่างไร เพราะฉะนั้นวันนี้เราไปติดตามกันครับว่าช่วงนี้มีอะไรร้อนแรงเกิดขึ้นบ้าง

         สวัสดีครับเพื่อนๆ หายหน้าหายตาไปนานเลย ไม่ได้หายไปเฉยๆ นะครับ หายไปหาข้อมูลสาระดีๆ มาฝากเพื่อนๆ กัน ในช่วงนี้เราก็จะเห็นปรากฏการแปลกๆ หลายเหตุการณ์เลยนะครับ ส่วนใหญ่จะมาจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอันเนื่องจากนโยบายของเหล่าบรรดายักษ์ใหญ่ของโลก เช่น อเมริกา จีน รัสเซีย และอื่นๆ มากมาย แต่ด้วยขนาดเศรษฐกิจขนาดใหญ่กับอำนาจทางการเงินมหาศาลนี่แหละทำให้ประเทศเล็กๆ น้อยๆ ก็พลอยได้รับผลกระทบกันตามไปด้วย

ประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดของเราก็มีการเปลี่ยนแปลงด้วยอย่างมากเลยครับ ประเทศหนึ่งคือประเทศลาว จริงๆ เรื่องที่เกิดขึ้นที่ลาวมีสองเหตุการณ์ใหญ่ๆ ได้แก่

1. ทางรถไฟสายคุณหมิง – เวียงจันทร์

2. ปัญหาค่าเงินเฟ้ออย่างรุนแรงจนทำให้เกิดความล่มสลายทางเศรษฐกิจ

         สองเหตุการณ์นี้ก็คงบรรจบกันพอดิบพอดีคงหาอ่านหาดูได้ทั่วๆ ไปแหละครับ แต่ผมจะบอกว่าเหตุการณ์นี่จะเป็นตัวขับดันให้ประเทศลาวกลายเป็นประเทศท่องเที่ยวอย่างเต็มตัวและจะเป็นผลดีกับประเทศลาวในระยะยาวแน่นอนครับ โดยผมจะเปรียบเทียบเหตุการณ์นี้กับประเทศไทย ณ สมัยวิกฤติต้มยำกุ้งมีความคล้ายคลึงกันในหลายประการเลยครับ บทความแรกนี่จะขอย้อนไปช่วงปี 40 ของไทยก่อนนะครับ แต่อย่าคิดว่าผมอยู่ร่วมเหตุการณ์นะ คือไม่ทันเหมือนกันอันนี้เป็นข้อมูลจากการอ่านและประสบการณ์ที่ผู้ใหญ่สมัยนั้นเล่าให้ฟัง

          ประเทศไทยมีการปรับตัวสร้างอาชีพใหม่ๆ ในการสร้างรายได้ให้ประเทศมาหลายครั้งแล้วนะครับ โดยถ้าอ่านจากเวลาที่ไม่นานนัก เช่น

1. การเซ็นต์สนธิสัญญาเบาริ่งในสมัยรัชกาลที่ 4 สนธิสัญญาฉบับนี้โดยเนื้อหาใจความก็คือการนำกฎหมายการค้าของตะวันตกมาใช้ในเมืองไทย สมัยนั้นเจ้านายผู้มีบทบาทในการศึกษาและปรับแก้กฎหมายเป็นกำลังหลักคือสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

วังหน้าในรัชกาลที่ 4 แต่น่าเสียดายไม่มีการศึกษาบทบาทของพระองค์ชัดเจน แต่นัยยะสำคัญอย่างยิ่งของกฏหมายฉบับนี้คือการปรับปรุงการค้า ศุลกากรจากระบบผูกขาดโดยกรมพระคลังมามาเป็นการค้าแบบกึ่งเสรี ผลที่ตามมาคือมีชาวต่างชาติมาทำการค้ามากขึ้นและเกิดชนชั้นพ่อค้ามากขึ้น สังเกตุดูตระกูลมหาเศรษฐีไทยก็จะเริ่มๆ ตั้งตัวจากยุคนี้เป็นรุ่นแรกๆ

2. การปฏิวัติการเกษตรจากระบบยังชีพมาเป็นมาเป็นเกษตรอุตสาหกรรมในสมัยรัชกาลที่ 5 เขียนอย่างนี้นึกยากใช่ไหมครับ จริงๆ

มันคือการขุดคลองรังสิตเพื่อขยายพื้นที่เพาะปลูกในที่ราบลุ่มภาคกลาง คลองรังสิตที่เราเห็นหมู่บ้านจัดสรรค์มากมายตั้งแต่

กรุงเทพ-นครนายก คือการสร้างนิคมอุตสาหกรรมทางการเกษตรครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศเลย สมัยนี้เขาเรียก ”เกษตรแปลงใหญ่” หลังจาการขุดคลองรังสิตเสร็จสิ้นการค้าของไทยก็มีสินค้าส่งออกเป็นข้าว ซึ่งเป็นการแปลจากการปลูกข้าวเพื่อยังชีพมาเป็นการเกษตรอุตสาหกรรมครั้งแรกของประเทศเลย

3. ยุคโชติช่วงชัชวาล Plaza Accord จริงๆสองเหตุการณ์นี้เป็นคนละเหตุการณ์กันแต่ดันเกิดใกล้ๆกัน plaza accordคือการที่ญี่ปุ่นมีขนาดเศรษฐกิจเติบโตมากเกินไปจนอเมริกาขาดดุลการค้าอย่างหนักอเมริกา อเมริกาเลยบังคับให้ญี่ปุ่นลดค่าเงินเยน

ซึ่งการเจรจาเกิดที่โรงแรม plaza accord เลยเรียกเหตุการณ์นี้ว่า plaza accord ซะเลย ผลที่ตามมาก็คือค่าเงินญี่ปุ่นอ่อนตัวอย่างรุนแรงจนขาดความสามารถในการส่งออกจากเหตุการณ์นี้เอง ทำให้ญี่ปุ่นจำเป็นต้องย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศ และมาตั้งนิคมอุตสาหกรรมในไทยนี่แหละ นอกจากนั้นในช่วงเวลาใกล้ๆ กันก็ค้นพบแก็สธรรมชาติในอ่าวไทย เลยมีคำกล่าวว่าหลังจากนี้ประเทศไทยจะโชติช่วงชัชวาล จากสองเหตุการณ์นี้ทำให้ประเทศไทยคิดแผนการใหญ่ถึงกับจะเป็นเสือตัวที่ 5 เลยทีเดียว แผนการพัฒนาเพื่อรองรับ
พื้นที่ดังกล่าวทำให้ประเทศไทยมีแผนพัฒนาประเทศขึ้นสองพื้นที่ ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออก หรือ eastern seaboard ซึ่งคือกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือมาบตาพุตนี่แหละ ส่วนอีกที southern seaboard คือโครงการนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือภาคใต้— ไม่เกิดขึ้นครับ

         จากวันนั้นจนผ่านมานานมากประเทศไทยก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงธุรกิจอย่างจริงจังอีกเลย จนมาเหตุการณ์เทวดาตกสวรรค์ คือในสมัยนั้นประเทศไทยร้อนแรงมากโดยเฉพาะยุคนโยบาย “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” ที่ทำให้ประเทศไทยเปิดด่านชายแดนรอบประเทศมาทำการค้าชายแดนกับเพื่อนบ้าน เรียกว่าเงินทุกที่ไหลเช้ามาในประเทศไทยหมดจนทุกอย่างเป็นเงินเป็นทอง การค้าที่เกิดขึ้นมากมากนี้เองทำให้เกิดการเก็งกำไรมหาศาลดอกเบี้ยก็สูงมากๆ จนเกิดการไม่ต้องทำงานฝากเงินกินดอกอย่างเดียว คล้ายๆ ฝากคลิปโตตอนนี้แหละ

          ในที่สุดฟองสบู่ก็แตก รายละเอียดสงครามการเงินคราวนี้ขอละเว้นไว้นะครับ น่าจะหาอ่านได้ทั่วไป จนเกิดเป็น ”วิกฤตต้มยำกุ้ง” ที่ระบาดไปทั่วเอเชียอย่างรวดเร็ว ค่าเงินบาทตกร่วงจาก 25 บาท กลายเป็น 50 บาท ก่อนจะกลับมาทรงตัวที 40 บาทอย่างยาวนาน บริษัทห้างร้านต่างๆ มีหนี้สินเพิ่มสองเท่าตัวอย่างรวดเร็ว บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ล้มละลายอย่างรวดเร็ว แต่ก็มีการเติบโตและการเกิดใหม่ของธุรกิจเช่นกันนั่นคือ

          1.ธุรกิจส่งออก สาเหตุที่ธุรกิจส่งออกเติบโตอย่างรวดเร็วเป็นเพราะค่าเงินที่อ่อนตัวอย่างรุนแรงทำให้สินค้าจากประเทศไทย มีราคาถูกลงอย่างมากเมื่อเทียบกับเงินดอลล่า กลุ่มธุรกิจที่ได้อานิสงค์สุดๆ

คือพวก garment เศรษฐีสำเพ็ง ประตูน้ำเกิดช่วงนี้แหละครับ ส่งออกเสื้อผ้ากันเป็นทิวแถวเพราะในสมัยนั้นค่าแรงไทยถูกมาก เสื้อผ้าเป็น labor intensive ที่ใช้แรงงานไร้ฝีมือเป็นหลัก และการผลิตผ้าตั้งแต่ต้นทางจนปลายทางออกมาเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูปก็อยู่ในไทยทั้งหมดทำให้เป็นธุรกิจที่ได้เปรียบเรื่องต้นทุนอยู่แล้ว เมื่อบวกกับค่าเงินอ่อนตัว รวยสิครับ

2. ธุรกิจท่องเที่ยว ก่อนปี 2540 การท่องเที่ยวในไทยไม่ได้เป็นอุตสาหกรรมนะครับ โรงแรมก็มีน้อย แต่เมื่อเกิดวิกฤติปี 40 ค่าใช้จ่าย

ในการท่องเที่ยวในประเทศไทยมันถูลงเกือบ 50% ทำให้เกิดการมาท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยนักท่องเที่ยวในประเทศไทยยุคแรกๆ คือลูกค้าแสกนดิเนเวีย
เดี๋ยวคราวหน้ามาลงรายละเอียดเรื่องของการเติบโตของธุรกิจการท่องเที่ยวในประเทศไทยกันนะครับ บ๊ายบาย

Our website uses cookies to improve your experience and to analyse our website traffic. By clicking accept and continuing to use our website, you confirm that you have reviewed and agree to our Data Privacy Policy and you agree to our notice on the use of cookies.